ใครดูเรื่อง mad max จะรู้ดีว่าเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือบรรดายานพาหนะทั้งหลายที่วิ่งกันฝุ่นตลบ คนหนึ่งที่รู้เรื่องนี้อย่างแน่นอนคือ Ian Pfaff พ่อของคุณลูกในแคลิฟอร์เนียที่ตัดสินใจเปลี่ยนรถ Little Tikes Coupes สุดคลาสสิกสำหรับเด็ก ๆ ของเขาให้กลายเป็นรถสุดเท่ในยุคโลกหลังสงครามนิวเคลีย
เอียนใช้อุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟ - สำหรับชิ้นส่วนที่เขาคิดว่าจะดูเหมาะสมที่ทำให้เหมือนหามาจากหลังหายนะทางนิวเคลียร์และยานพาหนะที่มีรายละเอียดดูสมจริงอย่างน่าประหลาดใจ


แม้แต่พวงมาลัยก็ดูเหมือนในหนังเลย

อย่างไรก็ตามช้ินส่วนที่ยิ่งใหญที่สุดนั้นอาจมาจากเอมิลี่ภรรยาของเอียนผู้บริจาคเครื่องปั๊มนมเก่าให้กลายเป็นท่อร่วมไอเสียที่บ้าคลั่ง

สำหรับโครงการในอนาคตเอียนบอกว่าเขาชอบที่จะสร้างผลงานชิ้นนี้มากขึ้น
“ ผมมีกล่องที่เต็มไปด้วยขยะมากขึ้นและฉันพร้อมที่จะสร้างกองยาน!” (น่าจะมาจากสตาร์วอส์)







Green Cone ถังหมักรักษ์โลก
ถังหมักรักษ์โลก (Green Cone) ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในประเทศแคนาดา โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับขยะอินทรีย์ที่เหลือจากครัวเรือน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเชื้อโรคหรือไปปนเปื้อนกับขยะอื่นๆที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ อีกทั้งยังได้ประโยชน์ในเรื่องของธาตุอาหารที่เป็นผลพลอยได้ใช้ในการปรับปรุงดิน ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ที่ได้ชือว่า Green Cone เนื่องจากในต่างประเทศถังต้นแบบที่จัดทำออกจำหน่ายมีสีเขียว และรูปร่างลักษณะของถังดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายทรงกรวยของโคนไอศครีม แต่อีกนัยหนึ่งแม้ไม่ใช่ถังสีเขียวแต่มันก็ถูกออกแบบมาในการลดขยะอินทรีย์ในแนวกรีนๆเช่นกัน โดยในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปเรียนรู้วิธีการทำและหลักการทำงานของถังหมักรักษ์โลกที่ถูกต้องตามหลักวิชาการกัน

วัสดุที่ใช้ในการทำถังหมักรักษ์โลก จะประกอบด้วย
1. ตะกร้า 1 ใบ
2. ถังพลาสติก 2 ใบ (ขนาดเล็ก1 ใบ และขนาดใหญ่ 1 ใบ)
หรือจะใช้ถังใหญ่ใบเดียวก็ได้
วิธีการทำถังหมักรักษ์โลก
1. คว่ำถังพลาสติกขนาดเล็กลงในตะกร้า โดยให้มีความลึกลงไปจากปากตะกร้าประมาณ 5 -10 เซนติเมตร โดยจะต้องเหลือช่องของตะกร้าขึ้นมาจากปากถังที่คว่ำลงไป ประมาณ 2 ช่อง จากนั้นทำการตัดก้นถังพลาสติกใบเล็กออก
2. คว่ำถังพลาสติกขนาดใหญ่ลงบนปากตะกร้าให้พอดี จากนั้นนำเชือกมาผูกมัดให้ติดกัน ตัดก้นถังใบใหญ่ออกและส่วนที่ตัดออกนำมาทำเป็นฝาปิด
การติดตั้งถังหมักรักษ์โลก
1. เลือกพื้นที่ติดตั้งถังหมักรักษ์โลก โดยเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดเวลา ไม่ควรอยู่ใต้ร่มเงาไม้ หรือแสงแดดรำไร
2. ขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่กว่าตะกร้า และมีความลึกมากกว่ารอยต่อของตะกร้าและถังพลาสติกใบใหญ่เมื่อวางลงไป
3. นำถังหมักรักษ์โลกที่ทำการประกอบเสร็จเรียบร้อยวางลงไปกลางหลุมที่ขุดไว้ และกลบด้วยดินที่ขุดขึ้นมา โดยการกลบจะต้องกลบแบบหลวมๆ ไม่อัดดินให้แน่น
4. จากนั้นก็นำเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือนมาเททิ้งใส่ถัง โดยระมัดระวังไม่ให้เศษอาหารตกเข้าไปในช่องระหว่างถังพลาสติกใบเล็กและถังพลาสติกใบใหญ่

หลักการทำงาน
ถังหมักรักษ์โลกเป็นการใช้ประโยชน์จากกลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ภายในดินที่มีอยู่เดิมมาทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ แต่หากบริเวณใดเป็นดินเสื่อมโทรมมีจุลินทรีย์ตามธรรมชาติอยู่น้อยก็อาจจะเพิ่มจุลินทรีย์ได้โดยการเติมขี้วัว หรือเติมน้ำหมักชีวภาพเข้าไปรองพื้นตระกร้าก่อนเทเศษอาหารได้ หลักการหมักจะเป็นการหมักโดยกระบวนการของจุลินทรีย์แบบใช้ก๊าซออกซิเจนซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นน้อยมากเมื่อเทียบกับการหมักแบบอื่นๆ
ดังนั้นก๊าซออกซิเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับถังหมักรักษ์โลก โดยการออกแบบถังจะมุ่งเน้นให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศเพื่อให้ก๊าซออกซิเจนเดินทางเข้าสู่วัสดุหมักได้อย่างทั่วถึง โดยก๊าซออกซิเจนจะเข้าสู่ถังหมักได้ 2 ช่องทาง คือ ผ่านช่องว่างของเม็ดดินที่กลบลงไปอย่างหลวมๆรอบถังและรอดรูของตระกร้าเข้าสู่วัสดุหมักด้านล่าง และทางฝาปิดด้านบนผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างถังเล็กและถังใหญ่ เมื่อแสงแดดส่องลงมาจะทำให้อุณหภูมิของอากาศภายในถังสูงขึ้น อากาศที่ถังด้านล่างจะยกตัวลอยสูงขึ้นด้านบน เกิดการดูดหมุนเวียนอากาศใหม่จากภายนอกเข้ามาแทนที่ ตัวถังจึงมีออกซิเจนหมุนเวียนตลอดเวลา อีกทั้งช่องว่างระหว่างถังทั้ง 2 ใบเป็นฉนวนอากาศป้องกันความร้อนได้ดีช่วยให้อุณหภูมิภายในถังหมักไม่สูงจนเกินไป ทำให้จุลินทีย์ที่ทำหน้าที่ในกระบวนการหมักยังคงมีชีวิตอยู่ได้ นอกจากนี้สัตว์ที่เป็นผู้ย่อยสลายขนาดเล็ก เช่น กิ้งกือ และไส้เดือนดินยังสามารถเคลื่อนที่ผ่านรูตะแกรงของตระกร้า เพื่อเข้าไปย่อยสลายเศษอาหารได้อีกทางหนึ่งด้วย
ผลผลิตที่ได้จากถังหมักรักษ์โลก คือ ธาตุอาหารต่างๆที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์และสัตว์ในชั้นดินชนิดต่างๆจะกระจายแพร่ลงสู่ดินบริเวณรอบๆ ถังหมัก ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นการปลูกผักบริเวณรอบๆ ถังหมักรักษ์โลก จึงเป็นการปลูกต้นไม้โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอีก เพียงแค่เรานำเศษอาหารเทเข้าไปในถังหมัก อาหารเหล่านั้นก็จะเกิดกระบวนการหมัก และเติมธาตุอาหารเข้าไปในดินโดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงานได้ส่งเสริมการใช้ถังหมักรักษ์โลกอย่างแพร่หลาย แต่หลายแห่งยังไม่เข้าใจในหลักการทำงานที่ถูกต้องทำให้ถังที่ประดิษฐ์ขึ้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันศูนย์ฯสิรินาถราชินีได้จัดทำจุดสาธิตถังหมักรักษ์โลกต้นแบบที่ถูกต้องตามหลักวิชาการไว้ในพื้นที่และได้ทดลองใช้งานจริงอยู่ในปัจจุบัน







Cr. & Thankyou : ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี
Pantip.com
บิณฑบาตรักษ์โลกซีโร่เวสต์ (Zero Waste) เปิดใจ พระสงฆ์ 2 รูปแห่งวัดป่าบุก เข็นตู้กับข้าวเพื่อใส่อาหารที่ญาติโยมนำมาบิณฑบาต ลดโฟม-พลาสติก แก้ปัญหาขยะล้นโลก ไอเดียบรรเจิด! ให้ชาวบ้านนำอาหารใส่ภาชนะที่พระเตรียมมา ส่วนพระรับอาหารแค่พอฉันต่อวัน ยกเว้นมีงานศพจะรับเพื่อไปช่วยงาน ให้เลี้ยงอาหารจานเดียว มอบต้นไม้แทนพวงหรีด ลดขยะ ประหยัดเงินให้เจ้าภาพเพียบ!

วัดป่าบุก ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน มีพระอยู่ 2 รูปโดยมีประชาชนประมาณ 90 หลังคาเรือน ท้องถนนเต็มไปด้วยความสะอาดสบายตา และสองข้างทางเต็มไปไปด้วยผักสวนครัวข้างทาง

พระวัดป่าบุกท่านจะบิณฑบาตอาหารแค่เพียงพอต่อพระ 2 รูปเท่านั้น!! ซึ่งก็คือเจ้าอาวาส และรองเจ้าอาวาสวัดป่าบุกนั่นเอง
“การบิณฑบาตโดยเข็นตู้กับข้าวมาด้วยมีมานาน 20 ปีแล้ว ตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปก่อน เพื่อช่วยลดขยะพลาสติก และหมู่บ้านป่าบุกก็เป็นศูนย์การเรียนรู้ มีการรณรงค์การลดขยะมานานแล้วตู้กับข้าวที่เข็นนี้ก็มีอายุ 20 ปีแล้ว ที่นำป้ายทะเบียนรถมาติดเพื่อเพิ่มสีสันเท่านั้น เมื่อก่อนวิถีชีวิตของชาวบ้านญาติโยมจะนำปิ่นโตมาถวายพระที่มาเดินบิณฑบาต จากนั้นทางวัดก็เริ่มพัฒนามาเป็นรถตู้กับข้าว "
เมื่อญาติโยมนำอาหารที่ใส่จานชามของพวกเขาถวายให้พระ อาตมาก็จะนำจานชามของชาวบ้านที่เต็มไปด้วยอาหารมาเปลี่ยนใส่เป็นจานชามของทางวัด จากนั้นก็ใส่ตู้กับข้าวเพื่อความสะอาด เพื่อเป็นการลดใช้ถุงพลาสติก และโฟม
อาหารที่ชาวบ้านนำมาบิณฑบาตจะเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ จะมีความร้อน หากเป็นถุงพลาสติกนอกจากจะเพิ่มขยะแล้ว ยังช่วยป้องกันสารเคมีก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เพิ่มความปลอดภัยให้วัดด้วย
แต่ละวันที่วัดจะแบ่งการบิณฑบาตออกเป็น 4 สาย 4 เส้นทาง ในหนึ่งวันจะออกบิณฑบาตเพียง 1 สาย 1 เส้นทางเท่านั้น ชาวบ้านจะทราบเองโดยอัตโนมัติเลยว่า วันไหนพระจะมาบิณฑบาตในเส้นทางที่ผ่านบ้านเขา ที่ทำแบบนี้เพื่อเป็นการลดรายจ่ายของชาวบ้าน ไม่ต้องออกมาใส่บาตรทุกวัน
เพราะหากไปบิณฑบาตผ่านทั้ง 90 หลังคาเรือน อาหารที่บิณฑบาตมาจะฉันไม่หมด เพราะวัดป่าบุกมีเพียงพระ 2 รูปเท่านั้น
ทว่า รองเจ้าอาวาส ยังชี้แจงถึงการจัดงานศพของวัดป่าบุก ที่จะทำให้เจ้าภาพประหยัดค่าใช้จ่าย โดยจะให้เลี้ยงอาหารจานเดียวให้ทุกคนตักเองแค่พอกิน ใช้เต็นท์แทนปราสาทเพื่อลดขยะและค่าใช้จ่าย มอบต้นไม้แทนพวงหรีด ใช้ดอกไม้จันทน์เคารพศพแทนการจุดธูป และที่สำคัญต้องงดเลี้ยงเหล้าแขกที่มาในงาน

“ช่วงแรกก็มีคนต่อต้านบ้าง ในอดีตสังคมทางภาคเหนือจะเลี้ยงอาหารแบบขันโตก มีกับข้าวหลายอย่าง เช่น แกงฮังเล น้ำพริก ผัก ต้มจืด หลากหลายอย่าง ซึ่งจะทำให้เจ้าภาพสิ้นเปลือง จึงมาปรับเปลี่ยนเป็น “อาหารจานเดียว” โดยใช้เวทีประชาคมของหมู่บ้าน วัด โรงเรียน ชาวบ้าน มาระดมความคิดเห็นกัน ลองเลี้ยงอาหารจานเดียวแขกเหรื่อดู ปรากฏว่า ก็ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลย
ส่วนการงดเหล้าในงานศพนั้น แน่นอนเวลานั้นเจ้าภาพกำลังเสียใจต่อการจากไปของคนในครอบครัวจึงไม่เหมาะสมกับการสังสรรค์ รื่นเริง จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะดื่มเหล้ากัน การเลี้ยงเหล้าแขกที่มางานจึงเป็นการเพิ่มภาระให้แก่เจ้าภาพ นอกจากนี้ หมู่บ้านป่าบุกยังได้รับเลือกเป็น “หมู่บ้านศีล 5” ตัวแทนของ จ.ลำพูน อีกด้วย
ในการจัดการขยะนั้นวัดป่าบุกจะคัดแยกขยะมูลฝอยแต่ละประเภทไว้ โดยขยะอินทรีย์จะมีชาวบ้านมารับไปทำเป็นปุ๋ย ขยะรีไซเคิลจะคัดแยกใส่ตะแกรงคัดแยกและนำไปจำหน่ายกับชุมชน
ส่วนขยะทั่วไปจะรวบรวมใส่ถุงดำเพื่อให้เทศบาลนำไปกำจัด และสำหรับขยะอันตรายหากมีก็จะนำไปทิ้งตรงจุดของหมู่บ้าน ดังจะเห็นได้จากป้ายที่ติดทั่วหมู่บ้าน "ฮ่วมกั๋น คัดแยกขยะ เพื่อสิ่งแวดล้อม", "ป่าบุกน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก ทุกคนรู้จักคัดแยกขยะ"
นอกจากนี้ ทุกวันพระ ชาวบ้านมาทำบุญ พระก็จะสอดแทรกการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะให้แก่ชาวบ้านด้วย รวมถึงพื้นที่ 2 ไร่ภายในวัดยังอัดแน่นไปด้วยของรีไซเคิลจากขยะ และพื้นที่ปลูกผักไร้สารพิษ

สำหรับขยะพลาสติกนั้นก็นำมารีไซเคิลต่อยอดบุญ เมื่อมีงานบุญกฐิน ชาวบ้านจะนำซองน้ำยาปรับผ้านุ่ม ซองบะหมี่สำเร็จรูป มาใช้ประดับกองกฐิน ด้วยการประดิษฐ์ให้กลายเป็นดอกไม้ ซึ่งเป็นการนำขยะมาใช้ประโยชน์
ที่ทำให้การลดขยะในหมู่บ้านป่าบุกสำเร็จอย่างท่วมท้นนั้นหัวใจหลัก คือ "ความสามัคคี" ที่ทำให้ชาวบ้านทั้ง 90 หลังคาเรือนเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนปลอดขยะ Zero Waste ทุกครัวเรือน โดยทุกบ้านมีถังแยกขยะรีไซเคิล ส่วนขยะย่อยสลายได้ จะถูกนำไปใช้ทำปุ๋ยคอกของครัวเรือนและชุมชน รวมทั้งเศษไม้ และกิ่งลำไย ที่ชาวบ้านนำมาใช้ทำฟืนเหมือนการทิ้งไปเมื่อในอดีต
ข้อมูลข่าวภาพเพิ่มเติม จาก ผู้จัดการออนไลน์
โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กฟผ.ได้เผยแพร่ข้อมูล ชุดปลูกผักไร้ดินโดยใช้น้ำจากการเลี้ยงปลาที่ได้รับอาหารเสริมจากไก่ไข่และใช้จุลินทรีย์ขยายในการ เพิ่มประสิทธิภาพ โดย นายพิศ หมอยาดี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี ซึ่งมีหลักการคือการสร้างระบบนิเวศน์ในการเกษตรให้พึ่งพาตนเอง โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ได้ผลดี
🐓 - เลี้ยงไก่ไข่บนบ่อปลา
🐟 - เลี้ยงปลาหมอในบ่อ แล้วส่งน้ำไปยังแปลงผัก
🌱 - ผลิตผัก แปลงผักไร้ดินแบบใช้ท่อ PVC และแปลงผักไร้ดินแบบใช้ไม้ไผ่

บทคัดย่อ
ระบบการปลูกผักไร้ดินโดยใช้น้ำจากการเลี้ยงปลาที่ได้รับอาหารเสริมจากไก่ไข่และใช้จุลินทรีย์ขยายในการเพิ่มประสิทธิภาพ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระบบการปลูกผักไร้ดินโดยใช้น้ำจากการเลี้ยงปลาที่ได้รับอาหารเสริมจากไก่ไข่และใช้จุลินทรีย์ขยายในการเพิ่มประสิทธิภาพ ศึกษาผลของการใช้จุลินทรีย์ขยาย (EM) ที่มีต่อระบบการปลูกผัก การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงปลาและการรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อขยายผลสู่ชุมชน ผลจากการดำเนินงานพบว่าระบบที่จัดทำขึ้นสามารถเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาและปลูกผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับการจัดทำทั้งระดับครัวเรือนและระดับชุมชนโดยมีผลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมดังนี้
- การเลี้ยงไก่ไข่บนบ่อปลา มีต้นทุนการผลิต เป็นเงิน 6,700 บาท ต่อรุ่น มีรายรับจากการเลี้ยงไก่ 7,630 บาทมีผลกำไร 930 บาท จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนจากการเลี้ยงไก่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นการเลี้ยงโดยการเลี้ยงไก่สาวที่มีราคาสูงจึงทำให้ซึ่งทำให้มีต้นทุนสูง
- การเลี้ยงปลาหมอในบ่อซีเมนต์ และบ่อพลาสติกให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันคือได้ผลผลิตบ่อละ 80 กิโลกรัม มีต้นทุนการผลิต 3,036 บาท 3,136 บาท ตามลำดับซึ่งต้นทุนที่แตกต่างกันเกิดจากค่าเสื่อมของบ่อ
- การผลิตผัก แปลงผักไร้ดินแบบใช้ท่อ PVC และแปลงผักไร้ดินแบบใช้ไม้ไผ่มีต้นทุนการผลิตต่อรุ่นที่แตกต่างกันคือ 228 บาท และ 253 บาทตามลำดับซึ่งจะเห็นว่าต้นทุนการผลิตของแปลงไม้ไผ่สูงเมื่อเปรียบเทียบอายุการใช้งาน และเมื่อเปรียบเทียบการดูแลรักษาพบว่า แปลงปลูกท่อ PVC ดูแลรักษาได้ง่ายกว่าเนื่องจากแข็งแรงทนทาน ส่วนไม่ไผ่เมื่อถูกน้ำจะเปราะหักง่ายและมีโอกาส เกิดเชื้อราได้ง่ายส่วน ผลผลิตผัก จากแปลงปลูกทั้ง 2 แบบได้ผลผลิตไม่แตกต่างกันคือผักขึ้นฉ่าย และผักสลัดผลผลิต รวมชนิดละ 26 กิโลกรัม ผักบุ้ง ผลผลิตรวม 17 กิโลกรัม และเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานการปลูกทั่วไปพบว่ามีผลผลิตไม่แตกต่างกัน
- การใช้จุลินทรีย์ร่วมในระบบการผลิต มีผลทำให้ ไก่ไข่มีสุขภาพแข็งแรง น้ำในบ่อเลี้ยงปลาไม่มีกลิ่นเหม็น ความหนืดของน้ำและตะกอนก้นบ่อลดลง ปลามีอัตราการรอดสูง
- การผลิตผัก คราบตะกอนติดในแปลงปลูกน้อยลง ทำความสะอาดง่าย ลดการสูญเสียจากผักเกิดโรครากเน่า ผักแข็งแรง


ธันวาคม 2018 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาด้วยการทำกัญชง (Hemp) ให้ถูกกฎหมาย ไม่น่าแปลกใจที่อุตสาหกรรมกำลังเฟื่องฟู คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมจากัญชงอาจเพิ่มขึ้นและมีมูลค่าประมาณ $ 13.03 พันล้านภายในปี 2569 นอกจากน้ำมันและยาเหมือนกัญชา แล้วคุณอาจได้พบกับผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากกัญชงในตลาดแม้แต่ Levi Strauss & Co. จะเป็นส่วนหนึ่งของ โลกแฟชั่นโดยใช้ป่านจากใยกัญชงเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน !

Levi เป็นสัญลักษณ์ของยีนส์ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ทันกับเทรนด์เรื่องสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการทำอะไรบางอย่างเพื่อโลกลีวายส์ก็กำลังหากระบวนการผลิตผ้าที่รักษ์โลก ในขณะที่คุณอาจเชื่อว่าฝ้ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตราย แต่ความต้องการน้ำของฝ้ายนั้นสูงมากเสื้อผ้าฝ้ายต้องใช้น้ำถึงประมาณ 2,655 ลิตรสำหรับการเพาะปลูกและใช้น้ำจืดประมาณ 3,781 ลิตรสำหรนับการแปรรูป ! เหล่านี้คือข้อมูลที่รวบรวมจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม การใช้ทางเลือก ใช้ใยกัญชงสามารถลดการใช้น้ำลงได้ถึง 2 ใน 3 !
ดังนั้นในเดือนมีนาคม 2019 ลีวายส์จึงร่วมมือกับแบรนดด์ OuterOWN แนะนำแจ็คเก็ตและกางเกงยีนส์ที่ทำจากผ้าฝ้าย 69 เปอร์เซ็นต์และป่านกัญชง 31% โดยที่ กัญชงใช้สารเคมีและน้ำน้อยกว่าฝ้ายมาก แต่ก็ยากที่จะนำมาทำเป็นเสื้อผ้าเพราะมีความกระด้าง ในขณะที่ฝ้ายนั้นได้มาจากดอกฝ้ายซึ่งมีความนุ่มนวล
กัญชงคนไทยเอามาทำเสื้อผ้าตั้งนานแล้ว

อย่างไรก็ตาม Levi รู้วิธีผสมผสานจับคู่และหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ มร.ดิลลิงเกอร์ วิศวกรการผลิตของ Levi จนสามารถทำให้ได้วัสดุที่เหมาะสมในที่สุด อย่างไรก็ตาม Levi ก็ต้องรออีกประมาณ 3 ปีในการที่ประเทศทางฝั่งยุโรปจะอนุญาติให้กัญชงเป็นพืชถูกกฎหมาย

ถ้าฝ้ายผสมกัญชงสามารถรวมกับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของอุตสาหกรรมก็สามารถทำให้เกิดการปฏิวัติวงการเสื้อผ้าได้ อย่างไรก็ตามตามทฤษฎีความจริงดิลลิงเจอร์ไม่ต้องการให้ผู้คนมีความหวังสูงเกินไปในตอนนี้ กระบวนการนี้ยังอยู่ในสถานะทดสอบ และต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลง มีโอกาสมากที่กัญชงจะกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผ้าฝ้ายธรรมชาติ ดิลลิงเกอร์ เชื่อว่า เมื่องานวิจัยเสร็จสิ้น ลูกค้าจะไม่สามารถเห็นความแตกต่างที่ระหว่างผ้าฝ้ายแท้กับใยกัญชง
คนไทยเอาใยกัญชงมาทำเสื้อผ้าสวยๆ ตั้งนานแล้วอยากให้ภาครัฐและชุมชนตระหนักถึงคุณค่ารีบหาทางส่งเสริมและรักษา อย่าให้เค้าวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรไปกินก่อน
ข่าวจาก http://www.thinkinghumanity.com/
Page 7 of 9
