อีลอน มัสก์ ผู้ร่วมก่อนตั้ง PayPal แลtซีอีโอของ Tesla ได้บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อโครงการปลูกต้นไม้ 20 ล้านต้นทั่วโลก ที่ริเริ่มโดยทีมงาน teamtrees ชื่อโครงการว่า ‘legit.’
โครงการนี้ริเริ่มโดย YouTubers ชื่อ Mark Rober และ Jimmy Donaldson (Mr. Beast) หลังจากทวีตบอกกับ Donaldson ควรปลูกต้นไม้อย่างน้อย 20 ต้นหลังจากที่ทั้งคู่มียอดผู้ติดตามถึง 20 ล้านคน พวกเขาเลยชวนบลอกเกอร์มารวมตัวกันเพื่อทำโครงการที่ท้าทายความสามารถนี้ พวกเขาวางแผนที่จะระบดมเงินอย่างน้อย 20 ล้านเหรียญภายในวันสำหรับวัน Arbor Day ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ประเพณีปลูกต้นไม้เป็นกลุ่ม)

ผู้มีชื่อเสียงหลายคนก็เข้ามาร่วมกับโครงการนี้ รวมถึงแจ็คดอร์ซีย์ผู้ก่อตั้ง Twitter, อลันวอล์คเกอร์ นักดนตรี,โดนัลด์สันวางแผนที่จะระดมทุน 20 ล้านดอลลาร์ในปี 2563 และปลูกต้นไม้ภายในปี 2565 โดยตอนนี้พวกเขาระดนทุนได้ประมาณ 8,000,000 ดอลลาร์แล้ว

การบริจาคจาก อีลอน มาสค์ เป็นความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะไม่มีใครคาดหวังว่า Tesla และ SpaceX CEO จะบริจาคเงินจำนวนมากขนาดนี้
อีลอน มัสก์ แสดงความสนใจเป็นครั้งแรกเมื่อเขาทวีตว่า เขาพบว่าโครงการเจ๋งมาก เขาต้องการที่จะรู้ว่าต้นไม้ชนิดใดที่ถูกปลูกและที่ตั้งของพวกเขา โดย Marques Brownlee ทวีตตอบว่าเป็นโครงการของมูลนิธิ Arbor Day เพื่อปลูกต้นไม้ โดยจะปลูกที่ใดก็ได้ในโลกที่ต้องการต้นไม้ อีลอน มัสก์ จึงสนับสนุนโครงการ ‘legit’ และบริจาคเงินเพื่อปลูกต้นต้นไม้กว่า 1 ล้านต้น โดยการบริจาคนี้ปรากฎขึ้นบนเว็บไซต์ของ #teamtrees ว่าเป็นการบริจาคที่ใหญ่ที่สุดในโครงการ
ฟังดูไม่น่าเชื่อว่าเขาจะบริจาคได้ 1 ล้านต้น อีลอน มัสก์ พูดติดตลกว่าเหตุผลที่เขาบริจาคเพื่อปลูกต้นไม้คือ Treebeard ต้นไม้พูดในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดที่เดินกลางโลกใต้ดวงอาทิตย์
Ok, sounds legit, will donate 1M trees
— Elon Musk (@elonmusk) October 29, 2019
เป้าหมายของการปลูกต้นไม้กว่า 20 ล้านต้นแม้ว่าจะยังไม่ถึงครึ่งทาง YouTuber ชื่อดังได้ให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อไปโดยใช้ปุ่มสำหรับการบริจาคบนแพลตฟอร์ม YouTube โดเนลสัน ต้องการพิสูจน์ว่า YouTube เป็นมากกว่า ‘ช่องทางบันเทิง’ และสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริง การปลูกต้นไม้มีประโยชน์อย่างมากต่อระบบนิเวศน์และช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากนน้ำมนุษย์
ข่าวจาก https://truththeory.com
นกร้องจิ๊บๆ มักจะเป็นเสียงที่ผ่อนคลายปลอบประโลมและเกือบจะเหมือนเพลง แต่สำหรับเบลล์เบิร์ดสีขาวไม่มีอะไรที่ผ่อนคลายเกี่ยวกับเสียงอึกทึกที่ออกมาจากร่างเล็ก ๆ ของพวกมัน

นกสีขาวพบได้ใน Guianas บราซิลและเวเนซุเอลา เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นนกที่เสียงดังที่สุดในโลกและเสียงที่พวกมันจะดังจนน่าตกใจ ใช้เป็นเสียงร้องของพวกดูฟังดูเหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้มากกว่าเสียงนกร้องสามารถดังได้ถึง 125 เดซิเบลซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับคอนเสิร์ตที่ดังมาก
โดยปกติแล้วเบลล์เบิร์ดสีขาวตัวผู้จะใช้เสียงเรียกที่ดังมากเวลาที่มีตัวเมียอยู่ใกล้ๆมัน ซึ่งความดังของเสียงระดับนี้อาจทำให้หูหนวกได้ดังนั้น ตัวเมียจะนการร้องที่ดังนี้เพื่อประเมินการเป็นมิตร แต่ไม่สามารถอยู่ต่อไปนานเกินไปเพราะอาจจะเกิดความเสียหายต่อการได้ยิน
นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษานกเหล่านี้ถึงวิธีที่พวกมันสามารถส่งออกเสียงดังได้ ใครสนใจลองคลิ๊กเข้าไปฟังเสียงนกจากคลิปได้เลย
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์รูปหนูหน้าตารื่นเริง และรูปแมวที่แอบดูหนูข้างรั้ว นอกจากพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์แล้วยังพระราชทานพรปีใหม่ สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ ปีชวดหนู “แมวไม่อยู่ หนูระเริง” “ทรงเตือนอย่าประมาท ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน”

วันนี้ (1 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.15 น. ที่คริสตัล คอร์ท ชั้นเอ็ม ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร้านภูฟ้า จัดงานแถลงข่าว ภาพฝีพระหัตถ์พระราชทาน "แมวไม่อยู่ หนูระเริง" ใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2563 โดยร้านภูฟ้าอัญเชิญภาพวาดฝีพระหัตถ์ลงบนผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานร้านภูฟ้า กล่าวว่า ในปีชวด พ.ศ.2563 นี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพฝีพระหัตถ์รูปหนูหน้าตารื่นเริงและรูปแมวที่แอบดูหนูข้างรั้วมาปักบนกระเป๋า เสื้อโปโล สี เสื้อคอวี 3 สี และเสื้อทีเชิ้ต 2 สี เสื้อทั้งหมดจะออกจำหน่ายเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ.2563 นี้ นอกจากพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์แล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังพระราชทานพรปีใหม่ “สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ ปีชวดหนู “แมวไม่อยู่ หนูระเริง” ดังนี้

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ ปีชวดหนู “แมวไม่อยู่ หนูระเริง”
แมวไม่อยู่หนูระเริงโบราณว่า แต่แมวมาเมื่อไหร่รู้แน่
อาจถูกกินสิ้นชีพไม่ทันแก่ ต้องพ่ายแพ้เพราะประมาทอาจถึงตาย
คนเหมือนหนูตั้งใจดูให้พร้อมสรรพ เผื่อแมวกลับสู้ได้ดั่งใจหมาย
อยู่ทั้งปีไม่มีอันตราย ท่านทั้งหลายจงสุขทุกคืนวัน
"ปี 2563 เป็นปีพิเศษอีกปี ซึ่งเป็นปีชวด คณะทำงานร้านภูฟ้า ได้เข้ากราบพระบาทขอพระราชทานพรปีใหม่ เพราะทุกคนรอคอย ซึ่งพระองค์มีพระราชดำริว่า จุดหมายจริงๆ ของพรพระราชทาน ทรงมีพระราชปรระสงค์อยากให้คนไทยทุกคนมีความสุข ความรัก สามัคคี บ้านเมืองสงบ ให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปอย่างมีศักดิ์ศรี เจริญก้าวหน้า และก้าวทันโลก" ประธานคณะกรรมการดำเนินงานร้านภูฟ้า กล่าว

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันท์ กล่าวต่อไปว่า ปีหน้าเป็นปีนักษัตรชวด ซึ่งเกี่ยวกับหนู หนูก็ต้องคู่กับแมว พระองค์ทรงสุนัขทรงเลี้ยง และแมวทรงเลี้ยง ซึ่งแมวพระเอก ชื่อ คุณบ๊อบบี้ เป็นแมวสีเหลือง พระองค์ทรงนำมาผูกเป็นเรื่องราวว่า โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่อยู่ยากขึ้นเยอะ ทรงเข้าใจเรื่องดิสรัปชั่น (Disruption) อย่างมาก ในโลกที่เปลี่ยนแปลง คำว่าไม่ประมาททุกคนต้องมีอยู่ในใจ แมวไม่อยู่ หนูระเริง ซึ่งดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร แต่แมวกลับมาเมื่อไหร่ไม่รู้ พระองค์พระราชทานเป็นบทกลอนเขียนด้วยลายพระหัตถ์ ซึ่งพรพระราชทานดังกล่าวจะพิมพ์บนด้านหน้าของเสื้อทีเชิ้ต

"พรพระราชทานในประโยคสุดท้ายที่ว่า อยู่ทั้งปีไม่มีอันตราย ท่านทั้งหลายจงมีสุขทุกคืนวัน ซึ่งพรพระราชทานท่อนสุดท้ายนี้ พระราชทานมาจากพระทัยของพระองค์ที่อยากให้คนไทยอยู่ดีมีสุข มีความเจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้า ทรงเตือนอย่าประมาท ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันท์ กล่าว
สำหรับสินค้าปี 2563 ของที่มีประจำทุกปี คือ เสื้อโปโล ซึ่งปีนี้มี 8 สี รวมทั้งยังเสื้อทีเชิ้ต รวมถึงสินค้าพรีเมียม เช่น ผ้าขนหนู หมวก ปิ่นโต กระเป๋าผ้าทอปกาเกอญา นาฬิกา และเพาเวอร์แบงค์ ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ที่มีมาเพิ่มในปีนี้ รวมถึงถุงผ้า โดยทุกอย่างสามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สินค้าชุดนี้เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้สนใจสามารถเลือกชมและเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้านภูฟ้าทั้ง 20 สาขา และสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ http://www.phufa.org/shop และติดตามข่าวสารทางเฟซบุ๊ก PHUFA
การบริจาคอวัยวะ กับ การบริจาคร่างกาย เป็นคนละเรื่องกันการบริจาคอวัยวะ คือการนำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่ต้องการ โดยอวัยวะที่สามารถปลูกถ่ายได้คือ ไต 2 ข้าง ปอด 2 ข้าง หัวใจ ตับ ตับอ่อน และเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายได้ เช่น ผิวหนัง ลิ้นหัวใจ กระดูกและเส้นเอ็น รวมถึงกระจกตา (ต้องทำเรื่องบริจาคดวงตา👀 แยกจากการทำเรื่องบริจาคอวัยวะนะคะ) นี่เลยเป็นที่มาของการที่บอกว่า 1 ผู้ให้ สามารถช่วยผู้รับได้สูงสุดถึง 8 ชีวิต แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอวัยวะแต่ละส่วน และผู้บริจาคต้องเสียชีวิตจากกรณีสมองตายเท่านั้น

การบริจาคร่างกาย คือการบริจาคร่างกายเพื่อเป็น “อาจารย์ใหญ่” สำหรับการเรียนของนักศึกษาแพทย์🙏
ผู้บริจาคต้องเสียชีวิตจากสาเหตุธรรมชาติ และมีอวัยวะครบ ส่วนใหญ่จะใช้ศึกษา 2 ปี หลังจากนั้นทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนั้น ๆ จะประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลให้
ผู้ที่ต้องการบริจาคร่างกายสามารถแสดงความจำนงได้ที่คณะแพทยศาสตร์ทุกแห่ง โดยแต่ละแห่งจะมีเกณฑ์การรับอุทิศร่างกายที่ต่างกัน
ทีนี้เราก็จะเข้าใจชัดเจนแล้วว่า การบริจาคอวัยวะ กับการบริจาคร่างกาย เป็นคนละส่วนและต้องทำเรื่องขอบริจาคแยกกันนะคะ โดยเราสามารถทำเรื่องบริจาคทั้งสองอย่างได้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ก็จะใช้ได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ ขึ้นอยู่กับสาเหตุการเสียชีวิตและวิจารณญาณของแพทย์ค่ะ

#บริจาคให้เฉพาะญาติหรือระบุชื่อผู้รับบริจาคได้มั้ย
☑️การเจาะจงบริจาคอวัยวะให้ญาติ ทำได้ในกรณีที่ผู้บริจาคยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น และสามารถบริจาคได้แค่บางอวัยวะ เช่น ไต 1 ข้าง ตับ ไขกระดูก เป็นต้น โดยต้องให้กับญาติโดยสายเลือด หรือคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือมีลูกด้วยกันเท่านั้น
☑️หากเป็นกรณีผู้บริจาคเสียชีวิตจากภาวะสมองตาย จะไม่สามารถระบุให้นำอวัยวะไปให้ญาติหรือคนในครอบครัวได้ เพราะศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย จะจัดสรรอวัยวะให้กับผู้รออย่างเสมอภาค และถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยผู้รอรับอวัยวะที่มีอาการป่วยหนักจะได้รับการจัดสรรให้ก่อน แต่ก็ต้องพิจารณาจากหมู่เลือด ความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ ระดับภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อ ระยะเวลาที่รออวัยวะ และอายุผู้ป่วยด้วย
#คนไทยยังบริจาคอวัยวะกันน้อยมาก
- ปัจจุบันมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ทั้งหมด 73,574 คน
- มีผู้ที่บริจาคไปแล้ว 218 คน
- มีผู้ได้รับการปลูกถ่าย 509 คน
- แต่มีผู้รออวัยวะ 6,311 คน
(ข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ณ วันที่ 30 ก.ย. 62)
ดูจากตัวเลขนี้แล้ว คนที่กำลังรออวัยวะอยู่ คงต้องรออีกกันอีกยาวเลยทีเดียว นี่แหละค่ะถึงต้องมีการสร้างความเข้าใจ เพื่อให้คนไทยหันมาบริจาคอวัยวะกันใหม่มากขึ้น แม้สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่จะเป็นเรื่องที่ทำใจยากอยู่ซักหน่อย แต่เราก็รู้กันดีอยู่ ว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่ใครก็หนีไม่พ้น ก็ต้องขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะเข้าใจและยอมรับได้เร็วกว่ากัน

#มาเช็กกันว่าใครทำเรื่องบริจาคอวัยวะได้บ้าง
- อายุไม่เกิน 65 ปี
- สุขภาพแข็งแรง
- ไม่เป็นโรคติดเชื้อ โรคเรื้อรัง และโรคมะเร็ง
- เสียชีวิตจากภาวะสมองตาย (กรณีบริจาคเมื่อเสียชีวิต)
- ควรได้รับความยินยอมจากครอบครัว
ยังไงก็ตามปัจจุบันก็มีคนที่เข้าใจมากขึ้น และช่องทางในการบริจาคก็สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อนมากด้วย โดยเพื่อนๆ สามารถเลือกช่องทางที่สะดวกที่สุดได้ตามนี้เลยค่ะ
.
📌บริจาคผ่านแอปพลิเคชั่น “บริจาคอวัยวะ” ดาวน์โหลดได้ที่ App Store และ Play Store ในแอปได้รวบรวมข้อมูลและเรื่องควรรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะไว้อย่างครบถ้วน และยังสามารถกรอกข้อมูลแสดงความจำนงเพื่อบริจาคอวัยวะได้เลยอีกด้วย🙂 อันนี้เป็นช่องทางใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้เอง📣📣📣
.
📌ติดต่อด้วยตนเองที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์
.
📌โทร. 1666 เพื่อขอรับเอกสารทางไปรษณีย์ เมื่อได้รับแล้วก็กรอกเอกสาร และส่งกลับไปที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
.
📌ดาวน์โหลดเอกสารที่ www.organdonate.in.th เมื่อกรอกเสร็จแล้วส่งเอกสารไปที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
.
📌ขอแบบฟอร์มได้ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด สำนักงานเหล่ากาชาด และสำนักงานกิ่งกาชาดอำเภอทั่วประเทศ
.
📌แจ้งความจำนงได้ตอนทำบัตรประชาชนใหม่ ที่สำนักงานเขต และที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ

.
การบริจาคในทุกช่องทางนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทำเรื่องเรียบร้อย ก็จะส่งบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะ 💳 มาให้เราตามที่อยู่ที่ระบุไว้ และที่สำคัญ เราควรแจ้งญาติให้รับทราบเอาไว้ด้วย🗣 เพราะแม้เราจะทำเรื่องไว้แล้ว แต่หากญาติไม่ยินยอม ก็ถือว่าการบริจาคนั้นเป็นอันยกเลิกนะคะ ❌
.
.
ปัจจุบันศูนย์บริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ได้รับอวัยวะจากผู้แจ้งความจำนงบริจาคเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นเอง❗️❗️❗️ เพราะทางญาติไม่ทราบหรือไม่ยินยอม เพราะฉะนั้นหากเรามีความตั้งใจที่ดีแล้ว ก็ควรจะอธิบายให้ญาติๆ ได้รับรู้และเข้าใจถึงความตั้งใจของเราเอาไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ
.
เห็นมั้ยคะว่าการบริจาคอวัยวะไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด
แต่ที่ยุ่งน่าจะเป็นที่ความคิดของเราเองมากกว่า 😓
เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ และอาจจะขัดกับความเชื่อหลายๆ อย่าง แต่ถ้าเราเชื่อมั่นในการให้ และความดี
การให้ครั้งนี้ จะเป็นการเสียสละที่มีคุณค่าอย่างที่สุดเลยค่ะ 🙏❤️❤️❤️
.
สำหรับเพื่อนๆ ที่ทำเรื่องบริจาคไว้แล้ว👏 มีความรู้สึกยังไงกันบ้าง มาแชร์ให้คนที่กำลังตัดสินใจอยู่ได้อ่านกันหน่อยมั้ยคะ🙂❤️
.
#บริจาคอวัยวะ #ศูนย์บริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก #ธนาคารจิตอาสา #JitarsaBank #สสส.
ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมการขนส่งทางบก เพื่อรับชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจร พร้อมกับการต่อภาษีรถยนต์ประจำปี เรียบร้อยแล้ว วันนี้ จึงขอสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับเพื่อน ๆ ผู้ขับขี่ และเจ้าของรถ มาฝากกันค่ะ

ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เป็นต้นไป… ผู้ขับขี่ เจ้าของรถที่ทำการต่อภาษีรถยนต์ประจำปี กับกรมการขนส่งทางบก จะต้องทำการชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจรที่ค้างชำระด้วย (หากมี) โดยข้อมูลใบสั่งจราจรมีผลย้อนหลังถึงวันที่ 30 ก.ย. 2561
ยังไม่พร้อมจ่าย?
หากผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ ยังไม่พร้อมชำระค่าปรับที่ค้างชำระตามใบสั่งในวันที่ต่อภาษีรถยนต์ กรมการขนส่งทางบก จะออกหลักฐานแสดงการ #เสียภาษีประจำปีฉบับชั่วคราว ซึ่งเอกสารจะมีอายุเพียง 30 วัน! โดยผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ จะต้องชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน
โดยสามารถไปชำระได้ที่
• สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ
• ไปรษณีย์ทุกแห่ง
• เคาน์เตอร์บริการของธนาคารกรุงไทย
• ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย
• แอปพลิเคชันกรุงไทย NEXT
• หน่วยบริการรับชำระเงินที่มีสัญลักษณ์ PTM
หากชำระค่าปรับเรียบร้อยแล้ว สามารถนำหลักฐานใบเสร็จการชำระค่าปรับมาแสดง เพื่อรับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี หรือ ป้ายวงกลม ฉบับจริงได้ในภายหลัง
ทำใบสั่งหาย, จำไม่ได้ว่ามีใบสั่งกี่ใบ?
สำหรับท่านที่ไม่แน่ใจ หรือจำไม่ได้ ได้รับใบสั่งหรือไม่, ได้ใบสั่งไปแล้วกี่ใบ หรือ ไม่แน่ใจว่าใบสั่งใบไหนที่จ่ายแล้วหรือยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำเว็บไซต์ e-Ticket หรือ #ใบสั่งจราจรออนไลน์ เพื่อให้บริการสำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าไปตรวจสอบใบสั่งจราจร จำนวนค่าปรับและช่องทางการชำระค่าปรับได้เอง
ที่ https://ptm.police.go.th/eTicket/#/
ทั้งนี้ หากผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ เห็นว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในใบสั่ง สามารถทำหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหานั้นได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนขนส่ง โดยให้ส่งหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังสถานีตำรวจตามที่ระบุไว้ในใบสั่ง
ถ้าชำระภาษีประจำปีแล้ว แต่ไม่มีเงินไปชำระค่าปรับภายในเวลากำหนด! กรณีดังกล่าวเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานจราจรตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไป จะมีหนังสือแจ้งนายทะเบียน กรมการขนส่งทางบก ให้งดออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์คันดังกล่าว
รู้แบบนี้แล้ว เพื่อน ๆ ที่มีใบสั่ง ก็เตรียมความพร้อม เตรียมเงินในกระเป๋าไว้ชำระค่าปรับกันด้วยนะคะ จะได้ไม่ยุ่งยาก เสียเวลาดำเนินการหลายขั้นตอน อย่างไรก็ตาม การขับขี่ให้ถูกกฎ จะช่วยลดอุบัติเหตุ และใบสั่งจราจร ประหยัดรายจ่าย ได้อย่างแน่นอนค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
Page 11 of 27
