ภาพยนต์ญี่ปุ่นเราจะเห็นว่าตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองเล็ก ๆ หรือตามป่าเขานอกเมือง มักจะเห็นศาลขนาดเล็กตั้งอยู่ ข้างในนั้นก็มีพระพุทธรูปหินองค์เล็กหรือไม่ก็หินก้อนหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายคนนิด ๆ สิ่งนั้นคนญี่ปุ่นเรียกกันว่า จิโซ (Jizo / 地蔵) ครับ เแปลตรง ๆ ว่า “ผู้พิทักษ์แห่งผืนดิน” ซึ่งความเชื่อเกี่ยวกับจิโซของทางพุทธนิกายชินโตนี่ก็มีหลากหลายมาก

1. จิโซ คือ เทพผู้คุ้มภัยนักเดินทาง
การเดินทางของคนญี่ปุ่นในอดีตนั้นเป็นการเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างทางก็จะเจอก้อนหินที่ดูโดดเด่นกว่าเศษเห็นเล็ก ๆ ตามทางแต่ขนาดไม่ใหญ่มาก คนในอดีตเชื่อกันว่าก้อนหินที่เห็นนั้นก็คือจิโซนั่นเอง เพราะว่าก้อนหินเหล่านั้นมีอยู่ทุกที่ เห็นผลุบ ๆ โผล่ ๆ ตามพุ่มไม้ ก็เหมือนกับว่ากำลังคอยสอดส่องนักเดินทาง ช่วยคุ้มครองนักเดินให้ปลอดภัย ดังนั้น เมื่อนักเดินทางพบเห็นก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายคนตัวเล็ก ๆ ก็จะเอาหมวกและผ้าคลุมไปใส่ให้หรือเอาข้าวปั้นไปไห้วเป็นเครื่องเซ่น เพื่อให้เดินทางไปถึงจุดมุ่งหมายอย่างปลอดภัย ก็คล้าย ๆ กับความเชื่อของคนไทยที่ยกมือไหว้ศาลเจ้าที่ตามทาง

2. จิโซ คือ พระผู้คุ้มครองเด็ก ๆ
ด้วยรูปลักษณ์ของจิโซที่เหมือนกับเณรน้อย จึงมีความเชื่อที่ว่าจิโซคือพระผู้คุ้มครองเด็กเล็กด้วย คนญี่ปุ่นเองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณเหมือนกับคนไทย ครอบครัวที่เสียลูกหรือแท้งบุตรมักเชื่อว่าวิญญาณของเด็กที่เสียชีวิตไปอาจจะถูกล่อลวงไปยังนรกภูมิหรือถูกปีศาจทำร้าย จึงมีการสร้างรูปปั้นจิโซขึ้นเพื่อเป็นการทำบุญให้กับเด็กที่เสียชีวิต และให้จิโซที่สร้างขึ้นคอยปกป้องดวงวิญญาณนั้น โดยจะสร้างไว้ตามศาลเจ้าหรือวัดต่างๆ

3. จิโซ คือ พระโพธิสัตว์
ประเทศญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธมาจากประเทศจีนพร้อม ๆ กับตัวหนังสือคันจิที่ใช้ในปัจจุบัน จิโซเองเดิมทีก็คือ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์รูปหนึ่งในศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยมีตำนานเล่าว่าเดิมทีเป็นผู้หญิงที่เสียสละเพื่อแม่และมวลมนุษย์จึงได้กลับชาติมาเกิดเป็นชายและได้ปฏิบัติธรรมจนกลายเป็นพระโพธิสัตว์ในที่สุด ซึ่งเรียกได้ว่าหนังคนละม้วนกับจิโซของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ในช่วงฤดูหนาวเราจะเห็นรูปปั้นจิโซมีหมวกและผ้าคลุมสีแดงใส่ไว้กันหนาวด้วย ดุน่ารักน่าเอ็นดูไปอีกแบบ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้จะได้รับบริจาคจากชาวบ้านที่ศรัทธานำมาถวายให้เพื่อคลายหนาวให้กับพระจิโซ เป็นการทำบุญอีกรูปแบบหนึ่ง จะว่าไปก็เหมือนของไทยที่มีการเปลี่ยนเครื่องทรง ต่อไปถ้าไปเที่ยวแล้วได้เจอรูปปั้นจิโซที่ไหน ก็อย่าลืมทำความเคารพกันบ้างนะ เผื่อจะได้โชคดีมีชัยทั้งทริป
ขอบคุณข้อมูลจาก JapanCheckin
จากเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 62 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนเครือรัฐออสเตรเลียเพื่อทรงร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง วิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ครั้งที่ ๑๓ ระหว่างวันที่ ๒๔ ถึง ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ เราจะเห็นพระองค์ใช้กระเป๋าเป้ที่คุ้นตา เหมือนจะมีจำหน่ายทั่วไป

พระกระเป๋าที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงใช้ คือ แบรนด์ Kipling ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเบลเยียม โดยเอกลักษณ์ของกระเป๋าแบรนด์นี้ คือ การทำจากผ้าไนลอน ทำให้มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทาน และอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ คือ การห้อยพวงกุญแจตุ๊กตาลิงที่กลายเป็นมาสคอตประจำแบรนด์ไปโดยปริยาย

สำหรับรุ่นที่พระองค์ทรงใช้ คือ รุ่น SEOUL ซึ่งเป็นกระเป๋าสะพายหลังหรือกระเป๋าเป้ สำหรับใส่แล็ปท็อปเป็นหลัก และแบ่งเป็นช่องใส่ของขนาดเล็กใหญ่อีกหลายช่อง สามารถจุของได้เยอะ และที่น่าประทับใจอีกอย่าง คือ พระองค์ทรงเลือกใช้พระกระเป๋าสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ตามวันเสด็จพระราชสมภพ นั่นคือวันเสาร์ ส่วนราคาก็อยู่ในหลักพันเท่านั้น โดยเว็บไซต์ www.kipling-usa.com ระบุราคาไว้ที่ 114 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,534 บาท
นับว่าทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สิ่งของที่ราคาไม่สูงเน้นการใช้งานเป็นหลักและพอเพียงดั่งเช่นคำสอนของพระราชบิดาจริงๆ ทรงพระเจริญ
สารวัตรสืบสวนอุทัย ฯ นั่งรถทัวร์ขนยาบ้าเข้ากรุง 2 แสนเม็ด

เมื่อเวลาประมาณ 05.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ประจำด่านตรวจหลักถ้ำปลา หมู่ที่ 3 ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เรียกตรวจรถโดยสาร สายแม่สาย-กรุงเทพฯ พบกระเป๋าต้องสงสัยล็อคอยู่ ภายหลังทราบว่าเป็นของ พันตำรวจโท สุรจิต ทาวุธ ตำแหน่ง สารวัตรกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี ระหว่างนั้น พันตำรวจโท สุรจิต ลงจากรถ และพยายามวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้ เมื่อนำตัวมาเปิดกระเป๋าดังกล่าว พบยาบ้าประมาณ 200,000 เม็ด เบื้องต้นรับสารภาพว่ายาบ้าเป็นของตนจริง ก่อนหน้านั้น ได้รับจ้างขนยาบ้าจากนายโอ๊ต ไม่ทราบชื่อและนามสกุล เป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์ ได้ค่าจ้าง 100,000 บาท โดยจะนำไปส่งให้นายโอ๊ต ซึ่งจะมารอรับยาเสพติดทั้งหมดที่ กรุงเทพมหานคร ล่าสุดทางผู้บัญชาการภาค 5 กำลังเร่งเดินทางมายัง สถานีตำรวจภูธรแม่สาย เพื่อทำการสอบสวน พันตำรวจโท สุรจิต ทาวุธ ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และมีหน้าที่ปราบปราบยาเสพติด แต่กลับกระทำผิดเสียเอง
CR ข่าว เรื่องเด่นเย็นนี้
มาสร้าง ความสุขหลังวัยเกษียณ ไปพร้อม ๆ กันค่ะ ถึงแม้ว่าเราอาจยังไม่ถึงวัยนั้น แต่เชื่อเถอะว่าคนรอบข้าง หรือคนในครัว ต้องมีผู้สูงอายุอยู่เป็นแน่ ดังนั้นเรามาเรียนรู้วิธีสร้างความสุขให้แด่ผู้สูงอายุทั้งหลายกันเถอะ ในทุกๆ วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุสากล และถือว่าเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เกษียณอายุด้วย ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนมองว่า หากเกษียณอายุไปแล้วอาจจะกลายเป็นคนชรา กลัวการปรับตัว ปรับใจ หมดหวัง และกลายเป็นภาวะซึมเศร้า

ดังนั้นหลังวัยเกษียณของผู้สูงอายุจะไม่เป็นคนชราอีกต่อไป หากปรับตัว ปรับใจ เตรียมความพร้อม ในการมีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวอยู่กับลูกหลาน เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคม และสร้างความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันในครอบครัว
การเกษียณอายุ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบเฉียบพลัน โดยทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ต้องตื่นนอน เตรียมตัวเพื่อไปทำงาน อาจจะส่งผลกระทบด้านจิตใจต่อผู้สูงอายุ หนึ่งในเรื่องนั้น คือ เรื่องรายได้ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเครียด กับเรื่องการเปลี่ยนสถานภาพทางสังคม จากบุคคลที่เคยมีบทบาทหน้าที่ มีคนเคารพยกย่อง พอเกษียณตำแหน่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำทุกวันก็ไม่มี กลายเป็นเพียงคนธรรมดา เมื่อไม่มีการเตรียมความพร้อม ปรับตัวไม่ได้ ย่อมทำให้ยิ่งรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตัวเองแย่ลง บางคนจึงอาจมี “ภาวะซึมเศร้า” เกิดขึ้น
พญ.กานติ์ชนิต ผลประไพ แพทย์ด้านจิตเวช โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า ปัจจุบันสถิติผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งประเทศไทยเองกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงอายุไปสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น ถึง 7 ล้านคน และภายในปี 2583 ประชากรในกลุ่มนี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 17 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ
งนั้น หากผู้สูงอายุได้มีการเตรียมความพร้อมหลังการเกษียณ คือ ต้องยอมรับ ไม่ยึดติด มีความสุขในปัจจุบัน ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล และควรอยู่กับลูกหลานครอบครัวอย่างมีความสุข
ตามแนวทางการสร้างสุขสำหรับวัยเกษียณ ด้วยหลัก 3 สร้าง ประกอบไปด้วย
1. สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ทำความสำเร็จเล็กๆ ให้ได้ในแต่ละวัน และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ
2. สร้างสุขภาพกายและใจให้ตนเอง ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ตรวจสุขภาพประจำปี ฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สดใส เมื่อรู้สึกหดหู่ เหงา เศร้า ไม่สดชื่น ควรรีบปรึกษาคนรัก ไปพบเพื่อนฝูง พูดคุยปรึกษาปัญหา ทำกิจกรรมที่ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
3. สร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมในบ้านและนอกบ้าน เช่น งานบ้าน งานสวน เข้าชมรม เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ตามความชอบความพอใจ ความถนัด และบริบทการใช้ชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะของการเจ็บป่วยทางจิตใจชนิดหนึ่ง ซึ่งจะทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ซึมเศร้า จิตใจหม่นหมอง หมดความกระตือรือร้น เบื่อหน่ายแยกตัวเอง ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว ท้อแท้ บางครั้งมีความรู้สึกสิ้นหวัง มองชีวิตไม่มีคุณค่า มองตัวเองไร้ค่าและยังเป็นภาระต่อคนอื่น นอนไม่หลับ ไม่อยากทานอาหาร น้ำหนักลด
หากมีอาการมาก จะมีความรู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากตาย-ฆ่าตัวตาย รวมถึงมีพฤติกรรมทำร้ายตนเองและมักพบได้บ่อยในสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น เนื่องจากเป็นวัยที่มีการสูญเสียหลายด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม เป็นวัยที่ต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตอย่างมาก
ดังนั้นลูกหลานและคนรอบข้าง เป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะสามารถช่วยผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณได้มีกำลังใจในการปรับตัว ปรับใจ และช่วยกันทำให้ผู้เกษียณมีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สูงอายุ และไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่ทำให้ผู้สูงอายุกลายเป็นคนสำคัญที่จะสามารถช่วยสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ให้ความเคารพยกย่อง ไม่ทอดทิ้งอยู่ตามลำพัง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ชีวิตหลังวัยเกษียณมีความสุขทั้งกายและใจได้และไม่เสี่ยงภัยจากภาวะซึมเศร้า
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพระรามเก้า
ก่อนหน้านี้มีข่าวนักวิจัยตรวจพบว่าในปลาทูมีไมโครพลาสติกถึง 78 ชิ้นต่อตัว ซึ่งอาจเป็นที่มาของความเจ็บป่วยในโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารก็เป็นได้ แต่ไมโครพลาสติกเหล่านี้คืออะไร และมาจากไหนกันแน่

ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้มีความเกี่ยวข้องกับพลาสติกจนแทบจะแยกกันไม่ออก พลาสติกอยู่ในของเกือบทุกสิ่งที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำพลาสติก ถุงพลาสติก ด้ามปากกา เป็นต้น ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกมันก็คือกลุ่มของพอลิเมอร์อินทรีย์ที่ได้จากปิโตรเลียม โดยรวมถึงพอลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinylchloride,PVC), ไนลอน (Nylon), พอลิเอทิลีน (Polyethylene, PE), พอลิสไตรีน (Polystyrene, PS) และพอลิโพรไพลีน (Polypropylene, PP) ทั้งนี้พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรลงไป หรือมีขนาดอยู่ในช่วง 1 นาโนเมตรจนถึง 5 มิลลิเมตร เราจะเรียกมันว่า ไมโครพลาสติก (Microplastics) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) Primary Microplastics
ไมโครพลาสติกประเภทนี้เป็นพลาสติกขนาดเล็ก ๆ ซึ่งถูกผลิตขึ้นโดยตรงจากโรงงานตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น พวกไมโครบีดส์ (microbeads) ที่เป็นเม็ดกลม ๆ เล็ก ๆ ในโฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง สครับขัดผิว หรือยาสีฟัน โดยทั่วไปผลิตจากโพลีเอทิลีน (Polyethylene) ทั้งนี้มีงานวิจัยหนึ่งระบุว่า 15-31 เปอร์เซ็นต์ของพลาสติกนั้นมาจาก Primary Microplastics และ 2 ใน 3 ของพวกมันก็มาจากเส้นใยสังเคราะห์จากการซักเสื้อผ้า รวมถึงชิ้นส่วนของยางที่หลุดออกมาจากการขับขี่ ซึ่งเมื่อถูกชำระล้างด้วยน้ำหรือฝนแล้วก็ไหลไปรวมกันยังแหล่งน้ำต่าง ๆ

2) Secondary Microplastic
เป็นไมโครพลาสติกที่เกิดจากพลาสติกซึ่งมีขนาดใหญ่ แล้วแตกหักหรือผุกร่อนจากคลื่น แสงอาทิตย์ หรือแรงบีบอัด จนกลายเเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทำให้ไมโครพลาสติกประเภทนี้มีรูปร่างที่หลากหลายมาก
นอกจากนี้ยังมีไมโครพลาสติกอีกประเภทหนึ่งที่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในประเภทใด นั่นคือ ไมโครพลาสติกที่ถูกผลิตออกมาให้มีขนาดเล็ก แต่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงการใช้งานที่ชัดเจน
ไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำและเดินทางลงสู่มหาสมุทร ปัญหาใหญ่ก็คือ พวกมันมีขนาดที่เล็กมาก จึงไม่สามารถกรองออกจากน้ำได้ และดูเหมือนว่าจุดนี้เองที่พวกมันกำลังจะกลับมาสร้างปัญหาให้กับมนุษย์ เพราะเมื่อพวกมันลงไปสู่มหาสมุทรแล้ว สัตว์ทะเลทั้งปลา กุ้ง ปู ตลอดจนแพลงก์ตอนสัตว์ ล้วนได้รับผลกระทบ
อย่างที่เราทราบกันดีว่าไมโครพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้น การที่สัตว์ทะเลกินอาหารซึ่งปนเปื้อนไปด้วยไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายไม่สามารถขับออกได้ จึงสะสมภายในตัวของสัตว์เหล่านี้ และเมื่อกระเพาะอาหารของมันเต็มไปด้วยไมโครพลาสติกก็จะไม่มีพื้นที่พอสำหรับอาหารที่จำเป็นต่อพวกมัน ส่งผลต่อสุขภาพและทำให้มันตายลงในที่สุด แน่นอนว่ามนุษย์ซึ่งกินสัตว์น้ำเป็นอาหารย่อมได้รับไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในตัวสัตว์น้ำเหล่านี้ไปด้วย ดังนั้น ที่สุดแล้วพลาสติกเหล่านี้ก็จะอยู่ในตัวเรา

'ไมโครพลาสติก' ในร่างกายมนุษย์มาจากที่ไหน? ส่งผลอย่างไร?
การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Environmental Science and Technilogy เมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2019 ซึ่งอาศัยเกณฑ์ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ให้ภาพว่าในแต่ละปีมีคนอเมริกันได้รับอนุภาคขนาดเล็กของพลาสติก หรือที่เรียกว่า "ไมโครพลาสติก" เข้าสู่ร่างกายโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 74,000 ถึง 121,000 อนุภาคโดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศของบุคคล
แต่สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเป็นประจำ การรับอนุภาคดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกปีละราว 90,000 อนุภาคเลยทีเดียว
นักวิจัยได้ตัวเลขดังกล่าวจากการวิเคราะห์รายงานการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งสำคัญแปดแหล่ง คือจากอากาศที่หายใจ จากการดื่มแอลกอฮอล์ จากน้ำบรรจุขวด จากน้ำผึ้ง อาหารทะเล เกลือ น้ำตาล และน้ำประปา แต่แหล่งที่มาของไมโครพลาสติกดังกล่าวไม่รวมถึงเนื้อสัตว์และผักต่างๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
นักวิจัยอธิบายว่า Microplastic หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกนี้มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอยู่แล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นแต่สัตว์ต่างๆ ก็ได้รับไมโครพลาสติกนี้เข้าสู่ร่างกายในกระบวนการดำรงชีวิตเช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์อาจได้มากกว่าจากกระบวนการผลิตและการบรรจุอาหาร
จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีเด็กผู้ชายจะได้รับไมโครพลาสติกราว 81,000 หน่วย เทียบกับ 74,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงส่วนผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่จะได้ไมโครพลาสติก 121,000 หน่วยเทียบกับ 98,000 หน่วยสำหรับผู้หญิง
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติกเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มอนุภาคพลาสติกนี้ได้ถึง 75,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้ชาย 64,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงและราว 127,000 หน่วยสำหรับผู้ชายกับราว 93,000 หน่วยสำหรับผู้หญิงตามลำดับ
ผลการวิจัยก่อนหน้านี้แสดงว่า อนุภาคไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กพอที่จะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายและกระตุ้นปฏิกิริยาด้านภูมิคุ้มกัน หรือปล่อยสารพิษกับโลหะหนักที่ติดมาจากสิ่งแวดล้อมได้
แต่ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงของเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ทราบกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้เตือนว่า นอกจากผลของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว การศึกษาดูจะละเลยเรื่องกลไกและระบบร่างกายของมนุษย์ที่อาจสามารถกรองหรือกำจัดไมโครพลาสติกในอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้
และนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น ศาสตราจารย์ Richard Lampitt จากทีมวิจัยด้านสมุทรศาสตรของอังกฤษก็ชี้ว่า ขณะนี้เรายังขาดการให้คำนิยามไมโครพลาสติกอย่างชัดเจนว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน เพราะนอกจากไมโครพลาสติกแล้ว ยังมีอนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กกว่าที่เรียกว่า "นาโนพลาสติก" ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในขอบข่ายของการศึกษาครั้งนี้ด้วย
ในขณะนี้ถึงแม้จะมีการประเมินจำนวนไมโครพลาสติกที่มนุษย์ได้รับเข้าไปในร่างกายจากแหล่งต่างๆ ก็ตาม แต่ความเข้าใจเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงนั้นยังไม่ชัดเจน และนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่าจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป
ข้อมูลจาก ทรูปลูกปัญญา และ VOA
Page 13 of 27
